น้ำตาไหลไม่หยุด “พ่อหลวงร.๙” รับสั่งกับ ปชช. ครั้งถูกลอบปลงพระชนม์

18 ตุลาคม 2020 | ข่าวเมืองน่าน
Loading...

เป็นเรื่องราวจากทางผู้ใช้เฟซบุ๊ค Pimuk Simaroj ได้โพสต์เผยแพร่เล่าเรื่อง “คราวหนึ่ง พ่อหลวงของไทยถูกลอบวางระเบิด ที่ยะลา” โดยระบุว่า ในหลวงทรงอยู่เคียงข้างคนไทยเสมอ…ด้วยพระสติที่ตั้งมั่นของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

Loading...

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจในจังหวัดภาคใต้

และเมื่อในวันนั้น .. ในวันที่ 22 กันยายน 2520 เวลา 15.15 น. ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ทรงประทับบนพลับพลาที่ประทับ ซึ่งมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จฯราว 30,000 คน ก็ได้มีราษฏรที่มาเฝ้ารับเสด็จฯไปหยิบไฟแช็คจุดไฟขึ้นมา เป็นเหตุให้ระเบิดลูกแรกเกิดระเบิดขึ้น

Loading...

ราษฏรต่างพากันแตกตื่นและเหยียบกับระเบิดลูกที่สอง ทำให้ระเบิดลูกที่สองเกิดระเบิดขึ้น ระเบิดลูกแรกห่างจากพลับพลาที่ประทับ 60.15 เมตร ห่างจากลาดพระบาท 5.20 เมตร และระเบิดลูกที่สองห่างจากพลับพลาที่ประทับ 105.15 เมตร ห่างจากลาดพระบาท 6.00 เมตร แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 55 คน บาดเจ็บสาหัส 11 คน

ขณะที่เกิดความโกลาหลนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาลูกเสือชาวบ้านได้เข้าระงับควบคุมฝูงชนอย่างฉับพลัน มีการใช้เครื่องขยายเสียงแบบมือถือที่เตรียมไว้แล้วปลอบโยนประชาชนมิให้ตื่นตระหนกและให้อยู่กับที่ ขณะเดียวกันก็มีการลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาล

Loading...

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ยังทรงประทับอยู่กับที่ ณ ที่บนพลับพลาที่ประทับนั้นอย่างนิ่ง สงบ.

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์มิได้ทรงรับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตราย ใด ๆ

ขณะเกิดเหตุนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนประทับอยู่กับที่และทอดพระเนตรมองเหตุการณ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ยืนรายล้อมถวายการอารักษา ในขณะที่พิธีการต้องหยุดชะงักชั่วครู่ ทั้งนี้ก่อนหน้าเหตุระเบิดราวราว 20 ชั่วโมง ก็ได้มีตำรวจขับรถจักรยานยนต์ฝ่าสัญญาณไฟจราจรพุ่งชนรถยนต์พระที่นั่งจนเกิดไฟลุกท่วม

ภายหลังเกิดเหตุ สมเด็จพระพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่อไป โดยมิได้แสดงพระอาการปริวิตกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีพระราชดำรัสให้ทุกคนมีจิตใจเข้มแข็งไม่ตื่นเต้นต่อสถานการณ์

เมื่อจบคำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา และสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ซึ่งประทับอยู่ในพลับพลาฯทรงนำเหล่าราษฎรร้องเพลง “เราสู้”

สักพัก ราษฎรที่วิ่งหนีไป ต่างก็วิ่งกลับมาหาในหลวง ในหลวงทรงตรัสถามว่า “อ้าว พวกท่านวิ่งกลับกันมาทำไมล่ะ”

ราษฎรมุสลิมอาวุโสท่านนึงที่พุดไทยได้ ตอบว่า “ก็ในหลวงยังไม่หนี แล้วจะให้พวกเราหนีไปฝ่ายเดียวได้อย่างไร”

แล้วราษฎรหลายคนก็วิ่งกลับมา นั่งรายล้อมศาลาที่ประทับ เพื่อปกป้องในหลวงของพวกเขา แต่โชคดี ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้นอีก

และภายหลังเสร็จพระราชกรณียกิจ เวลา 18.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลจังหวัดยะลา. (แหล่งข้อมูล พระสติที่ตั้งมั่นของในหลวง เหตุการณ์วางระเบิดลอบปลงพระชนม์.)

“ในหลวง ร.9″ รับสั่งว่า ” หากจะต้องตายก็ขอตายด้วยกัน ”

“พระราชินี” เล่าครั้งเสด็จฯเยี่ยมประชาชนชายแดนใต้แล้วเกิดเหตุระเบิด แค่รอยขีดข่วนก็จะไปดู ท่านไม่ยอม..

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะผู้สื่อข่าว เมื่อ พ.ศ.2523 มีความตอนหนึ่งถึงความประทับพระราชหฤทัยในน้ำใจของประชาชน และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมประชาชนและเกิดเหตุระเบิดจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นว่า ..

“แล้วที่จับใจ ในความรักของประชาชน บอกกับฝรั่งว่า จับใจในความรักของประชาชน ไม่มีวันลืมได้เลย คือเรื่องระเบิดที่ยะลา หลายปีมาแล้ว พอเสียงระเบิดดังปึง ปึงๆ นี่ ชาวบ้านวิ่งหนี หกล้มคลุกคลาน เห็นเลยว่า วิ่งหนีเป็นแถวๆ ออกไป กลับบ้าน เหลือคนอยู่น้อย ทีแรกคนแน่น พอสักประเดี๋ยวซี หอบแฮ่กๆ วิ่งกลับมาเป็นแถวอีก วิ่งกลับมากันร้องไห้กันหมด เขาบอก…

” ดูเถอะ ดูใจตัวเองเถอะ กลับไปถึงบ้าน มันตกใจน่ะ มานึกได้ว่า โถ..ทิ้งท่านอยู่ลำพังนะนี่ ฉันก็เลยวิ่งกลับมาอีก เป็นห่วงทีแรกก็กลัวตาย คราวนี้ขอบอกว่า ตายเป็นตาย ตายด้วยกัน ”

แล้วเด็กนักเรียนสาวๆคงเป็นไทยพุทธ เห็นพูดไทยได้ ร้องไห้ใหญ่เลย ร้องแบบไม่มีสติ บอก… ท่านๆคะ ท่านไปทำอะไรชั่วร้าย ท่านไม่ได้ทำอะไรให้ใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม แกพูดซ้ำอยู่นั้น ร้องไห้ไป ตัวสั่น ท่านไม่เคยทำอะไรใคร ในหลวงไม่เคยทำอะไรใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม ทำไมเขาต้องการจะฆ่าท่าน ชาวบ้านที่วิ่งกลับมา ร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง บอกฉันกลับไปถึงบ้านแล้ว พูดทั้งที่หอบ แต่ว่านึกได้ว่า ตายแล้ว พระเจ้าอยู่หัวกับราชินียังอยู่ จึงคิดว่า ตายก็มาตายด้วยกัน เลยวิ่งกลับมาเป็นเพื่อน

ตำรวจราชสำนักบอกให้กลับพระตำหนัก อย่าเสด็จฯโรงพยาบาลอันตราย เพราะทางที่จะกลับ ถ้าค่ำแล้วยิ่งอันตรายใหญ่ เขาอาจจะยิงด้วยจรวดก็ได้ให้รีบกลับเสียแต่วันๆ เถอะ

พระเจ้าอยู่หัวบอก… “ไม่ได้ เขามานี่ เจ็บเพราะเรามา เขามาหาเรา เราต้องไปเยี่ยม ”

มีรายงานบอกว่า… ” ไม่ได้เจ็บกันมากพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารับรอง ได้ข่าวว่า เลือดขีดข่วนเท่านั้น ใส่ยาแดงแล้วก็กลับบ้านได้ ”

ฉันคิดว่าการที่พระมหากษัตริย์ของบางประเทศล่ม เพราะเหตุอย่างนี้ คือเพราะเชื่อตามคำบอก

พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าขีดข่วนก็จะไปดู เขาไม่ยอม สั่งรถพระที่นั่งให้กลับพระตำหนัก รถพระที่นั่งวิ่งกลับ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เลี้ยวกลับเดี๋ยวนี้ “ฉันจะไปโรงพยาบาล”

คนขับรถกลัว เลี้ยวไปอีกทางที่ไปโรงพยาบาล พอไปถึง เราตกตะลึง เพราะเลือดสาดเต็ม แล้วมีเด็กผู้หญิงสาว อายุสัก 17-18 กำลังหอบ ปอดยุบไปข้าง ถ้าเราไม่ไปก็ตาย แล้วเด็กอีกคนตาก็จะบอด คือ คนนอนกันเต็มเห็นแต่เลือดๆทั้งนั้น

พอเข้าไป เด็กสาวนั้นเห็นเรา เขาก็ร้องไห้ บอก ท่านคะ หนูเจ็บเหลือเกิน หนูหายใจไม่ออก หนูเจ็บ พ่อแม่ก็ไม่ได้มาท่านช่วยหนูด้วย ฉันยื่นมือให้จับ หมอบอกว่า ออกซิเจนเข้าไม่ได้ ต้องเจ็บปวด เพราะลมมันดันที่หน้าอก ตับมันเสียไปข้างปวดมาก เขาให้ออกซิเจนอยู่แล้ว แกตกใจ ยึดมือแน่น หมอบอกฉีดยาให้หลับก็ไม่หลับ เพราะตกใจไม่ยอมหลับ

” ถามหนูจะตายไหมคะท่าน หนูจะตายไหม ”

ฉันบอก ” หนูไม่ตาย แต่ขออย่าพูดนะจ้ะ หมอเขาบอก อย่าพูด ต้องเก็บกำลังไว้ เขากำลังเตรียมห้องผ่าตัด บอก หนูหลับซะ

” แกก็ว่า… ” หนูไม่กล้าหลับ เดี๋ยวตาย ” บอก… หลับซะ ไม่ตาย ฉันยืนตรงนี้ จับมือไว้ ฉันยืนอยู่ด้วย จนกว่าพ่อแม่หนูจะมา ฉันยืนตรงนี้ ไม่ไปไหน รับรอง แล้วคุณหมอดนัยก็จัดการให้ออกซิเจนเข้ามาก แกถึงผล็อยหลับไปได้…”

นี่เป็น บางช่วงตอน ที่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะผู้สื่อข่าว เมื่อ พ.ศ.2523 ถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น และนี่คือเรื่องราวของ ” พ่อ ” เมื่อครั้งในอดีต บัดนี้ ” พ่อ ” ไม่อยู่แล้ว จึงขอนำมาเล่าให้อ่านกัน…

ธ สถิตในดวงใจ ตราบนิจนิรันดร์ น้อมศิระกรานกราบแทบพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ #เพจเรื่องเล่าภาพเก่าในอดีตราชบุรี





Loading...