กราบหัวใจ ทีมแพทย์อ.ปัว ลัดเลาะไหล่เขา ตรวจคัดกรองพี่น้องชาวลัวะ

25 เมษายน 2020 | Slide, ข่าวเมืองน่าน
Loading...

ตั้งแต่เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายอย่างต่อเนื่องไปทั่วทั้งโลก ฝ่ายที่รับหน้าเสื่อหนักที่สุดในช่วงวิกฤตการระบาดนั้น ก็คือ หมอ พยาบาล และบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจรักษา เฝ้าระวัง ตลอดจนควบคุมการระบาดของโรคให้ส่งผลกระทบกับคนไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  อย่างหลายๆ ครั้งที่มีการโพสต์ภาพการทำงานของหมอ และพยาบาล ในการรับมือ และแก้ไขสถานการณ์ของการระบาดด้วยน้ำเสียงชื่นชม พร้อมทั้งให้กำลังใจ
รวมไปถึงหมออนามัยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเดินทางไปดูแลพี่น้องประชาชนบนดอยสูง ผ่านเส้นทางแสนลำบาก ข้ามลำธารภูเขา ต้องเดินเท้าลัดเลาะภูเขา แต่พวกเขาก็ทำด้วยใจ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

Loading...

อย่างล่าสุดทางเพจ “สื่อสารโควิด 19 น่าน” ได้เผยแพร่ภาพสุดประทับใจของทีมหมอและทีมงาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน หลังจากที่พวกเขาเดินทางไปเยี่ยมผู้ที่กักตัวเป็นชาวเขาบนดอย พร้อมเล่าเรื่องอย่างละเอียดว่า

ทีมสื่อสารฯ ขอบอกกล่าวเรื่องราวดีดีโควิด19 จาก พี่น้องหมออนามัยและทีมงาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ในช่วงเวลาที่เราบอกว่าเหนื่อย อาจมีอีกหลายลมหายใจที่เหนื่อยกว่าเรามากมาย “เส่า” หรือขั้นกว่า “เส่า ฮะ ฮะ” จะเป็นเช่นไร ติดตามจากเรื่องราวต่อไปนี้ค่ะ…
เรื่อง : เส่า  คนต้นเรื่อง : สมพงษ์ กันยะ
(นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.ภูคา ต.ภูคา อ.ปัว จ.น่าน)

Loading...

เรื่องเล่าดีดีโควิด19 อำเภอปัว จังหวัดน่าน

“เปิ้นว่าเฮาเป็นกลุ่มเสี่ยงตี่จะเอาโรคมาแปดหมู่เปิ้น เฮาก็ต้องแยกตั๋วไปอยู่ไก๋ๆ จาวหมู่เปิ้น”

Loading...

บนดอยสูงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตำบลภูคา อำเภอปัว มีชาวลัวะหลายกลุ่มบ้านอาศัยกระจัดกระจายอยู่ตามไหล่เขา แต่ละลูกแต่ละเนิน ด้วยการทำมาหากินในบนดอยสูงที่ยากลำบาก ทำให้ชาวลัวะบางส่วนก็จำใจไปขายแรงงานอยู่ในเมืองกรุงและต่างจังหวัด แต่จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรควิด19 ทำให้เกิดปรากฎการณ์ปิดเมือง ปิดสถานประกอบการ ปิดห้างร้าน ปิดที่ทำงาน ชาวลัวะเหล่านี้จึงต้องกลับบ้าน เพราะไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินก็ไม่มีจะกิน การกลับมาหารากเหง้าเดิมหากินหาอยู่ตามป่าตามลำห้วยตามวิถีที่เรียบง่ายของชาวลัวะจึงเป็นทางเดียวที่จะพอประทังชีวิตอยู่ได้ในภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้

ชาวลัวะที่กลับมาต่างก็รู้ เข้าใจสถานการณ์ และร่วมมือกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน เพื่อที่จะช่วยกันป้องกันไม่นำพาเชื้อโรคไปสู่คนอื่นๆในชุมชน ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเข้ามาบางคนญาติจะโทรมาที่ รพ.สต.ก่อนเพื่อขอคำปรึกษาในการกักตัว เพื่อยืนยันกับทางผู้ใหญ่บ้านว่าเรารับรองแล้ว เพราะบางหมู่บ้านประกาศปิดหมู่บ้านไม่ให้คนเข้าออก แม้แต่รถขายอาหารที่เข้ามาประจำก็ไม่อนุญาตให้เข้า ก่อนหน้านั้นเคยมีบางรายเดินทางโดยรถโดยสารมาจาก กทม.หรือ ชลบุรี เดินทางมาถึงท่ารถ อ.ปัวแล้ว แต่ถูกไล่ให้กลับไปยังที่เดิม

เนื่องจากกลัวความไม่ปลอดภัยของลูกๆคนในครอบครัวและชุมชน จึงต้องมีการทำความเข้าใจทั้งคนในชุมชนและให้เขาสื่อสารกับญาติพี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัดที่จะกลับมาบ้าน การให้คนที่มาจากต่างจังหวัดยอมรับการกักตัวคือ การนำประเด็นความปลอดภัยของลูก พ่อแม่ คนในครอบครัวของผู้กักตัวมาเป็นเหตุผลจูงใจให้เขาเห็นความสำคัญ ส่วนความปลอดภัยของหมู่บ้านจะเป็นประเด็นรองครับ

การกักตัวนั้นหลายคนใช้วิธีแยกกักตัวเองไปอยู่ที่ห้างไร่(กระท่อม)หุบห้วยลึกห่างไกลจากผู้คน(หากเป็นลูกสาวก็ให้กักตัวอยู่บ้านแล้วให้พ่อแม่ไปอยู่ห้างไร่แทน) การพำนักอยู่ใกล้ลำห้วยทำให้มีน้ำอาบน้ำใช้ น้ำกิน อาหารบางส่วนก็สามารถหาได้ในห้วย เช่น ปลา สัตว์น้ำอื่นๆ หัวปลีจากกล้วยป่า ข้าว และอาหารแห้งส่วนมากญาติก็จะนำมาเตรียมมาไว้ให้แล้วก่อนที่คนกักตัวจะเดินทางมาถึง แต่ไม่ว่าจะไปกักตัวเองไกลแค่ไหน ทีมชุมชนอันประกอบด้วย อสม. ผู้นำชุมชน หมออนามัย อบต. ก็ยังต้องดั้นด้นพากันไปเยี่ยม คัดกรอง สังเกตอาการ ให้คำแนะนำ และที่สำคัญคือไปให้กำลังใจให้เขาอยู่ได้

การเดินทางจากชุมชนไปยังที่พำนักกักตัวในห้างไร่ที่หุบห้วยลึกบนทางที่ยากลำบากต้องใช้มอเตอร์ไซด์ขี่ลัดเลาะภูเขาที่สูงชันไปตามทางเดินเล็กๆเป็นทางดินอันคับแคบคดเคี้ยว ที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางไปไร่ หากไม่ชำนาญทางก็ขับขี่ไปไม่ได้ พลาดพลั้งก็ดิ่งลงหุบเหวลึก หมดทางรถก็นำมอเตอร์ไซด์ไปจอดไว้ข้างทางแล้วลงเดินลัดเลาะตามไหล่เขาลงห้วยเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย แต่ทีมงานเหล่านี้ก็ไม่ย่อท้อ เพียงอยากให้ทุกคนปลอดภัย ปลอดโรค

“คนแรกที่มาจากต่างจังหวัดต้องเน้นเป็นพิเศษ เพราะถ้าคนแรกดี ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่นต่อๆไป เอาเป็นแบบอย่าง ซึ่งสื่อโชเชียลทั้งเฟสบุคและไลน์กลุ่มช่วยได้เยอะมากกับการเผยแพร่ภาพการกักตัว ตัวอย่างดีๆที่เกิดขึ้น คนที่นี่ไม่ค่อยรู้หนังสือ การได้เห็นภาพจะช่วยได้มาก”

“การไปเยี่ยมผู้ที่กักตัว ก็จะไปชื่นชม ให้กำลังใจและก็ขอบคุณที่เขาปฏิบัติตามแนวทาง หวังว่าจะทำให้เขามีกำลังใจ เพราะกลัวว่าถ้าหากเขาไม่มีกำลังใจก็จะล้มเลิกการกักตัวกลางคัน และจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อรายอื่นๆต่อไปจะทำให้ทำงานยากขึ้นไปอีก และเป็นการการันตีว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว รวมทั้งให้ความมั่นใจ ยืนยันกับชุมชนในการไม่ตระหนกกับความกลัวต่อโรคที่มันเกิดขึ้น ลดความขัดแย้งระหว่างผู้นำกับชาวบ้าน เพราะการที่หมออนามัยไปเยี่ยมคนกักตัวแสดงว่าความปลอดภัยยังมีอยู่ ไม่รังเกียจ ตีตราเขา”

“บนดอยนี่ เยี่ยมได้วันละรายสองรายนี่ก็ …เส่า…แล้ว ตอนลงดอยไปไม่เหนื่อย แต่ตอนขึ้นดอยมาต้องพักหลายที่อยู่เหมือนกัน”

“แม้ที่พักจะไกลแค่ไหนทางรถเข้าไปไม่ถึง เราก็ตามไปเยี่ยมให้กำลังใจเขา ให้คำแนะนำ เพื่อคนในครอบครัวและชุมชนของเขาเอง แม้ลำบากก็ขอให้เขาอดทน เขาก็หากินตามป่าตามลำห้วยบ้าง ญาติไปส่งให้บ้าง”

“ส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือดี เราเป็นทั้งผู้ชี้แนะและผู้ปฏิบัติตาม เมื่อ 2 ความรับผิดชอบต่อสังคมมาบรรจบกัน ความสุข และความสงบ ย่อมเกิดขึ้นในสังคม เป็นความภาคภูมิใจครับ”

การทำงานไม่ได้มีแค่ 14 วัน แต่เป็นการทำงานทุกๆ วัน เพราะคนที่กลับบ้านมาไม่ได้มาพร้อมกัน ต่างคนต่างมา ทีมงานจึงต้องออกไปติดตามเยี่ยมให้กำลังใจผู้ที่กักกันตัวเองทุกวัน รายใดมีปัญหาหรือข้อสงสัยก็อาศัยการโทรศัพท์ถามไถ่ให้คำปรึกษากันไป แต่ในรายที่อยู่ตามหุบเขาหุบห้วยไม่มีสัญญาณโทรศัพท์วิธีเดียวที่ทำได้คือการไปพบด้วยตนเอง นี่คือภารกิจบนดอยสูงท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ก็เล่นเอาทีมงานออกอาการเส่าเป็นพักๆ แค่พักก็หายเหนื่อย หายเหนื่อยแล้วก็ไปต่อ ไปต่อไปเพื่อจุดหมายปลายทาง “คนน่านปลอดโควิด19”

แม้จุดหมายปลายทางจะสำคัญ แต่ประสบการณ์การเรียนรู้ และกำลังใจระหว่างทางนั้น ก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน

ปล. “เส่า” เป็นคำพื้นเมือง หมายถึง อาการเหนื่อย หอบ ไปต่อไม่ไหว ต้องขอพักก่อน
“เส่า ฮะ ฮะ ” เป็นขั้นกว่าของ “เส่า” แสดงอาการเหนื่อยหอบแทบสิ้นลมหายใจ หายใจเฮือกๆทั้งทางปาก และจมูก …สั่นสะเทือนไปทั้งตัว

ขอบคุณภาพและข้อมูล : สื่อสารโควิด 19 น่าน

https://www.facebook.com/suesarncovid19Nan/posts/113017977049123




Loading...